อากงเสียชีวิต ใครรับผิดชอบ?: This is lese majeste? VI

15 06 2012

This is our sixth post (see one, two, three, four, five) related to the accusation that Pravit Rojanaphruk has committed lese majeste with seven items listed as evidence. All articles are from Prachatai.

อากงเสียชีวิต ใครรับผิดชอบ? ม.112 ขัดสิทธิเสรีภาพใครรับผิดชอบ?

Wed, 2012-05-09 01:00

ประวิตร โรจนพฤกษ์

ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากที่อากง SMS หรือ นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาผู้ถูกตัดสินลงโทษ 20 ปีภายใต้กฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายพระบรมเดชานุภาพเสียชีวิตในโรงพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพในเช้าวันที่ 8 พฤษภาคม ก็เกิดการแสดงความเห็นหลากหลายในโลกออนไลน์ สิ่งที่ผมสรุปได้อย่างหนึ่งก็คือ บรรดาคนที่รักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียงสามารถหาข้ออ้างหรือ “ตรรกะ” มาโทษทุกอย่างได้ นอกจากการที่จะยอมรับว่า กฎหมายมาตรา 112 มีปัญหาและไม่เป็นประชาธิปไตย

 

พวกเขาสามารถโทษได้ว่า ทำไมทนายของอากงถึงดื้อรั้นอุทธรณ์แทนที่จะรีบขอพระราชทานอภัยโทษ (ทั้งที่ก่อนหน้านี้คนเหล่านี้ไม่เคยรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยอะไรต่อชะตากรรมนักโทษทางความคิดซึ่งรวมถึงอากง) พวกเขาสามารถสรรหาทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด (conspiracy theory) ว่ากลุ่มนักการเมืองเสื้อแดงจัดให้เกิดการดำเนินคดีกับอากง แล้วล่าสุด รัฐบาลแดงจัดการกระทำให้อากงเสียชีวิต เพื่อที่จะได้เอาการเสียชีวิตของอากงไปเขย่าสถาบันกษัตริย์

 

บ้างก็บอกว่า อย่าเอาความตายของอากงไปหาประโยชน์รณรงค์เรื่อง 112 ทั้งๆ ที่อากงก็ติดและตายในคุกภายใต้มาตรา 112 ที่คนเหล่านี้สนับสนุน

 

คนเหล่านี้มักไม่เข้าใจเรื่องการทำให้การแสดงความเห็นต่างต่อสถาบันเป็นโทษทางอาญา (criminalization of speech) ว่ามันขัดหลักสิทธิพื้นฐานในการแสดงออกอย่างไร หรือไม่เข้าใจว่า อะไรคือนักโทษทางความคิด หรือ นักโทษทางมโนสำนึก (prisoner of conscience) มีรายหนึ่งบอกว่า ก็คิดได้หนิ แต่ห้ามพูด ผมจึงต้องบอกว่า ก็พวกเขาเป็นนักโทษทางความคิดเพราะเขาติดคุกเพราะแสดงความคิดออกมายังไงล่ะ

 

คนเหล่านี้มักแยกไม่ออก ระหว่างการวิจารณ์มาตรา 112 กับการวิจารณ์เจ้า แล้วพอใครวิจารณ์ 112 ก็เอะอะว่าเป็นพวกล้มเจ้า รับเงินทักษิณ “ปลุกระดม” มวลชน แต่คนเหล่านี้กลับนึกไม่ออกว่า การยัดเยียดข้อมูล “ดีๆ” ด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันฯมากว่า 50 ปีควรจะเรียกว่าอะไรดี

 

พวกเขามักไม่ยอมรับว่า มีการยัดเยียดข้อมูลด้านเดียวเรื่องเจ้า และไม่รู้หรือไม่ยอมรับว่า สื่อกระแสหลักมีการเซ็นเซอร์ข่าวด้านลบเกี่ยวกับสถาบันอย่างสม่ำเสมอมาหลายสิบปี (เมื่อไหร่เราจะได้รับรู้ข้อมูลในสื่อกระแสหลักเกี่ยวกับรายละเอียดหนังสือ The King Never Smiles, WikiLeaks หรือสารคดีเกี่ยวกับสถาบันฯ ของสถานีโทรทัศน์ ABC แห่งออสเตรเลีย ที่ทำให้คนอย่างนายเอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งขายซีดีนี้ต้องถูกดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112) นี่ยังไม่รวมถึงการประจบเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงคำภาษาอังกฤษที่สามารถแปลได้ว่า คุณไม่สามารถกินเค้กที่คุณกินไปแล้ว (You cannot eat the cake and keep it at the same time.) หมายความว่าคุณไม่สามารถสนับสนุนกฎหมายที่ก่อให้เกิดการเซ็นเซอร์อย่างกว้างขวางแล้วบอกว่าไม่มีการเซ็นเซอร์

 

คนเหล่านี้พร้อมที่จะโทษทุกอย่างนอกจากตัวกฎหมายมาตรา 112 และตัวพวกเขาเองที่สนับสนุนกฎหมายที่ขัดกับหลักเสรีภาพและประชาธิปไตยพื้นฐานนี้

 

ผู้เขียนเกรงว่า หากสังคมไทยไม่สามารถเรียนรู้อยู่กับความเห็นต่างเรื่องเจ้าได้ โดยไม่ต้องปิดปากหรือโยนคนเข้าคุกจนต้องเสียชีวิต เมืองไทยคงคล้ายคุกมากกว่าสังคม แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความรับผิดชอบร่วมของสภาพปิดหูปิดตายัดเยียดข้อมูลด้านเดียวและการโยนคนเห็นต่างเข้าคุก คงตกอยู่ที่คนไทยทุกคน หาได้เป็นความรับผิดชอบของบรรดาผู้รักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียงเท่านั้น

 

หากสังคมมันป่าเถื่อนและไร้อารยะขนาดนี้ แล้วประชาชนไม่ทำอะไร ก็ป่วยการที่จะไปโทษคนอื่น โทษกฎหมาย หรือแม้กระทั่งโทษบรรดาผู้รักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอแต่ถ่ายเดียว


Actions

Information




%d bloggers like this: